
สารจากประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
ปี 2568 นับเป็นปีแห่งการก้าวข้ามขีดจำกัดและการตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงานที่ยั่งยืนของบริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) ท่ามกลางความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และความไม่แน่นอนในหลายมิติ บริษัทได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่นและการมุ่งเน้นนวัตกรรมที่สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างมั่นคงโดยบริษัทสามารถรักษาการเติบโตของผลการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งวางรากฐานด้านความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้พันธกิจ “WHA: WE SHAPE THE FUTURE”
ปี 2568 นับเป็นปีแห่งการก้าวข้ามขีดจำกัดและการตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงานที่ยั่งยืนของบริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) ท่ามกลางความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และความไม่แน่นอนในหลายมิติ บริษัทได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่นและการมุ่งเน้นนวัตกรรมที่สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างมั่นคงโดยบริษัทสามารถรักษาการเติบโตของผลการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งวางรากฐานด้านความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้พันธกิจ “WHA: WE SHAPE THE FUTURE”
ภายใต้พันธกิจดังกล่าว บริษัทดำเนินธุรกิจด้วยความเชื่อมั่นว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนเริ่มต้นจากความเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง และการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจในระยะยาว บริษัทจึงมุ่งยกระดับการให้บริการด้านสาธารณูปโภคและพลังงานจากการให้บริการขั้นพื้นฐาน สู่การนำเสนอ โซลูชันอัจฉริยะ (Smart Solutions) ที่ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่เป็นเครื่องยนต์หลักในการเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความมั่นคงในการให้บริการสาธารณูปโภคและพลังงาน รวมถึงขับเคลื่อนความยั่งยืน เพื่อสนับสนุนและเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโตของลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
ในปี 2568 ธุรกิจสาธารณูปโภคของบริษัทมีปริมาณยอดจำหน่ายและบริหารจัดการน้ำรวมทั้งสิ้น 160 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นปริมาณยอดจำหน่ายน้ำในประเทศ 122 ล้านลูกบาศก์เมตร และในประเทศเวียดนาม 38 ล้านลูกบาศก์เมตร นอกจากนี้ บริษัทได้ลงนามในสัญญาซื้อขายน้ำอุตสาหกรรมและบำบัดน้ำเสียกับลูกค้ารวมกว่า 28 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี คิดเป็นมูลค่ารายได้จากการจำหน่ายน้ำที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตกว่า 700 ล้านบาทต่อปี ซึ่งช่วยเสริมสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงและต่อเนื่องให้แก่บริษัท รวมทั้งได้ขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคให้สอดคล้องกับการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่มีความต้องการใช้น้ำในระดับสูง โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญในระยะถัดไป
บริษัทยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ทั้งภายในและภายนอกนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาธุรกิจ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้สาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ น้ำมูลค่าเพิ่ม (Value-Added Water) เพื่อสร้างคุณค่าและความแตกต่างให้แก่ลูกค้าที่ตอบโจทย์การลด Water Footprint ของภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ บริษัทมุ่งมั่นในการส่งมอบโซลูชันเพื่อความยั่งยืนควบคู่กับการดูแลผู้มีส่วนได้เสียอย่างใกล้ชิด ที่จะสร้างประโยชน์ในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ในด้านธุรกิจพลังงาน บริษัทได้สร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียนและนวัตกรรมพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งนำเทคโนโลยี AI และ Data Analytics มาใช้ในการพยากรณ์และบริหารจัดการระบบไฟฟ้า เพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ลูกค้า โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถลงนามในสัญญาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) เพิ่มจำนวน 45 สัญญา คิดเป็นกำลังการผลิตรวม 60 เมกะวัตต์ ส่งผลให้มีสัญญาโครงการ Private PPA ณ สิ้นปี 2568 สะสมรวม 351 เมกะวัตต์ และมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมตามสัดส่วนการถือหุ้นจากโรงไฟฟ้าทุกประเภท 1,026 เมกะวัตต์ โดยเป็นโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว 715 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการก่อสร้างและพัฒนา 311 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา บริษัทได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกลุ่มลูกค้ารวมถึงกลุ่ม Data Center เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาและจัดหาพลังงานไฟฟ้าที่มีความมั่นคงและยั่งยืน รองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาโซลูชันด้านพลังงานไฟฟ้าแบบครบวงจร โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียนและโซลูชันพลังงานสะอาดที่สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านเสถียรภาพ คุณภาพ และเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของลูกค้า ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ และสร้างการเติบโตในระยะยาวให้กับบริษัท
จากความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน บริษัทได้รับรางวัล Highly Commended Sustainable Awards ประจำปี 2568 จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมทั้งได้รับการประเมิน SET ESG Ratings ในระดับสูงสุด “AAA” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในทำเนียบ ESG100 จากสถาบันไทยพัฒน์ ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ผสานการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และการยึดหลักธรรมาภิบาล (ESG) เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว
สุดท้ายนี้ ในนามของคณะผู้บริหาร ผมขอขอบคุณผู้ถือหุ้น ลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน สำหรับความเชื่อมั่นและการสนับสนุนบริษัทด้วยดีเสมอมา บริษัทพร้อมเดินหน้าลงทุนในนวัตกรรม ขยายขีดความสามารถในการให้บริการ และยกระดับโซลูชันด้านสาธารณูปโภคและพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืน และร่วมสร้างการเติบโตที่มั่นคงให้แก่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในระยะยาว