สารจากประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

สารจากประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

ดร.นิพนธ์ บุญเดชานันทน์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

ปี 2563 ที่ผ่านมา นับเป็นปีที่ท้าท้ายอย่างยิ่งเนื่องจากบริษัทได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะภัยแล้งซึ่งส่งผลให้ภาครัฐขอความร่วมมือจากภาคเอกชนให้ลดการใช้น้ำซึ่งส่งผลต่อยอดขายน้ำให้กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมในช่วงครึ่งปีแรก ตามมาด้วยปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ซึ่งส่งผลกระทบทางลบต่อปริมาณการจำหน่ายน้ำและไฟฟ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาสที่ 2 ก่อนที่จะค่อยๆ ทยอยฟื้นตัวในไตรมาสที่ 3 และ 4 ตามลำดับ อย่างไรก็ตามจากการที่บริษัทนำแผนบริหารความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ (Business Continuity Plan) ที่ได้วางแผนตั้งแต่ปี 2562 มาปฏิบัติ ทำให้การปฏิบัติงานของบริษัทยังคงมีความต่อเนื่องแม้ว่าจะอยู่ในภาวะเของการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ก็ตาม

สำหรับภาพรวมของธุรกิจสารารณูปโภคนั้น แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งและการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 แต่ในปี 2563 ปริมาณการขายน้ำเพื่ออุตสาหกรรมทุกชนิดและปริมาณการบริหารจัดการน้ำเสียและรับจ้างบำบัดน้ำเสียรวมทั้งหมดของบริษัทยังคงเพิ่มขึ้นเป็น 114 ล้านลูกบาศก์เมตร เนื่องจากมีการรับรู้ปริมาณขายน้ำประปาจากบริษัทในประเทศเวียดนามที่บริษัทได้เข้าไปลงทุนในช่วงปลาย ปี 2562 โดยในช่วงวิกฤตภัยแล้งในปีที่ผ่านมาบริษัทได้มีมาตรการการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ด้วยการขยายกำลังการผลิต Reclaimed Water หรือการนำน้ำเสียมาบำบัดและใช้ใหม่อีก 7.4 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ตะวันออก (มาบตาพุด) และนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) ทำให้กำลังการผลิตโครงการ Wastewater Reclamation เพิ่มเป็น 11 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งนอกจากเป็นการลดการพึ่งพาแหล่งน้ำดิบและแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืนแล้ว ยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการนำน้ำที่ได้จากกระบวนการบำบัดดังกล่าวไปผลิตเป็นน้ำปราศจากแร่ธาตุ (Demineralized Water) และน้ำอุตสาหกรรมเกรดสูง (Premium Clarified Water) เพื่อจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมอีกด้วย

ในส่วนของธุรกิจพลังงานในปี 2563 บริษัทมีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจพลังงานลดลงโดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของส่วนแบ่งกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน GHECO-ONE เนื่องมาจากการลดลงของอัตราค่าไฟฟ้า (Availabolity Payment Rate)ตามที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า อย่างไรก็ตามในส่วนของธุรกิจไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นปี 2563 บริษัท มียอดรวมสะสมของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์รวมทั้งสิ้น 51 เมกะวัตต์ และได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ไปแล้วทั้งสิ้น 40 เมกะวัตต์ นอกจากนี้บริษัทยังร่วมมือกับพันรมิตรและภาคส่วนต่างๆ อาทิเช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ. ในการศึกษาเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานในรูปแบบต่างๆ เช่น ตลาดซื้อขายไฟฟ้ารูปแบบ Peer to Peer Energy Trading และการจัดการและการปฏิบัติการระบบไฟฟ้าแบบ Smart Microgrid เป็นต้น

สำหรับผลการดำเนินงานในปีทีผ่านมา บริษัทมีรายได้และส่วนแบ่งกำไรปกติรวมทั้งสิ้น 2,599 ล้านบาท กำไรสุทธิ 813 ล้านบาท และกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ 764 ล้านบาท โดยมีมูลค่าสินทรัพย์ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 รวมทั้งสิ้น 26,172 ล้านบาท และมีอัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนผู้ถือหุ้นสุทธิเท่ากับ 0.91 เท่า

สุดท้ายนี้ในนามของคณะผู้บริหารของบริษัทดับบลิวเอชเอยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์จำกัด (มหาชน)ผมขอขอบคุณคณะกรรมการบริษัทที่ให้การสนับสนุนและกำกับดูแลการทำงานของคณะผู้บริหาร และท่าน ผู้ถือหุ้นที่ให้ความไว้วางใจในการบริหารงานของบริษัทเสมอมา รวมถึงพนักงานทุกท่านที่ตั้งใจและทุ่มเทให้กับการทำงานตลอดปีที่ผ่านมา