สารจากประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

ในช่วงปีที่ผ่านมา แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะเริ่มมีปัจจัยบวกจากสถานการณ์โควิดที่คลี่คลาย แต่ปัญหาราคาพลังงานที่เกิดขึ้นจากประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศก็เป็นปัจจัยลบที่ส่งผลต่อการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม จากการที่บริษัทฯ พัฒนากลยุทธ์การดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนการให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเติบโตอย่างยั่งยืน ส่งผลให้บริษัทฯ ยังคงมีการเติบโตที่แข็งแกร่งในปีที่ผ่านมา

สำหรับภาพรวมของธุรกิจสาธารณูปโภคนั้น ในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ มีปริมาณจำหน่ายและบริหารน้ำทั้งในและต่างประเทศอยู่ที่ 145 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากปีก่อนหน้า โดยปัจจัยหลักเนื่องจากปี 2565 มีการเติบโตในการลงทุนเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติ เพื่อซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมของกลุ่มดับบลิวเอชเอ โดยนักลงทุนต่างกระจายไปในหลาย ๆ อุตสาหกรรม อาทิเช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า อาหาร และพลังงานทดแทน ซึ่งอุตสาหกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ มีความต้องการใช้น้ำและบริหารจัดการน้ำเสียอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งทำให้บริษัทฯ สามารถมีการเติบโตในด้านการได้สัญญาเพิ่มเติมเพื่อจัดการน้ำและบริหารน้ำเสียให้กับนักลงทุนต่าง ๆ เหล่านี้ นอกจากนี้ ความต้องการที่เพิ่มขึ้นในเรื่อง Environment Social and Governance (ESG) ทำให้ลูกค้าหลายรายมีความต้องการพลังงานทดแทนที่สูงขึ้น น้ำที่มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น ทำให้เกิดโอกาสใหม่สำหรับบริษัทฯ ไม่ว่าจะเป็นในด้านธุรกิจพลังงาน และการหาsolution ใหม่ ๆ สำหรับธุรกิจน้ำ ทำให้ยอดรวมปริมาณจำหน่ายและบริหารน้ำในประเทศเป็นจำนวน 117 ล้านลูกบาศก์เมตร และในประเทศเวียดนามจำนวน 28 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2565 ซึ่งทำให้เห็นได้ว่ากลยุทธ์ของบริษัทฯ ที่ได้วางแผนในการพัฒนานวัตกรรมด้านสาธารณูปโภคอย่างครบวงจร โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์น้ำมูลค่าเพิ่มเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า พร้อมทั้งยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาแหล่งน้ำดิบทางเลือก และการขยายกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ Reclaimed water หรือการนำน้ำเสียมาบำบัดใหม่ ซึ่งนอกจากจะเป็นการลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำเดิมแล้ว ยังสามารถนำน้ำที่ผ่านการบำบัดดังกล่าวไปผลิตเป็นน้ำมูลค่าเพิ่มเพื่อจำหน่ายเป็นแนวทางที่ตอบความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้ยังได้ขยายการให้บริการจำหน่ายน้ำออกไปในพื้นที่นอกเขตนิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอโดยโรงผลิตน้ำปราศจากแร่ธาตุ (Demineralized Water) ขนาดกำลังการผลิต 1 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีที่บริษัทฯ ร่วมลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย ได้เริ่มเปิดดำเนินการแล้วตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2565 ที่ผ่านมา

ทางด้านธุรกิจพลังงาน ทางบริษัทฯ มีแนวคิดที่จะเน้นการดำเนินธุรกิจด้านพลังงานที่เป็นพลังงานสะอาดทั้งในและต่างประเทศ โดยในปีที่ผ่านมาทางบริษัทฯ ได้เน้นการขยายธุรกิจ Solar Rooftop ซึ่งทางบริษัทฯ เป็นหนึ่งในบริษัทที่เป็นผู้นำในด้านนี้ เห็นได้จากการประสบความสำเร็จในการลงนามสัญญาติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับลูกค้าชั้นนำ อาทิเช่น ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาโครงการเมกาบางนา ขนาดการผลิตไฟฟ้า 10 เมกะวัตต์ และระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่จอดรถ (Solar Carpark) บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ จำกัด ขนาดการผลิตไฟฟ้า 7.7 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโครงการ Solar Carpark ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยในปี 2565 บริษัทฯ สามารถลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มอีก 41 เมกะวัตต์ ทำให้ ณ สิ้นปี 2565 บริษัทฯ มียอดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สะสมเพิ่มเป็น 133 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ทางบริษัทฯ ยังได้หาโอกาสทำธุรกิจพลังงานในประเทศ อาทิเช่น การประมูลโครงการพลังงานทดแทนตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ซึ่งบริษัทฯ ได้เข้าร่วมการประมูล ทั้งนี้ คาดว่าการประกาศโครงการที่จะได้รับการคัดเลือกจะอยู่ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทฯ ยังเน้นการพัฒนาธุรกิจไฟฟ้าเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านพลังงานสำหรับอนาคต โดยทางบริษัทฯ ได้รับรางวัล Best Innovative Company Awards ประจำปี 2565 จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากนวัตกรรมแพลตฟอร์มซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ Peer-to-Peer Energy Trading: Future of Energy Market ซึ่งหากภาครัฐมีแนวนโยบายเปิดเสรีการกิจการไฟฟ้า แฟลตฟอร์มนี้ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาธุรกิจไฟฟ้าของทางบริษัทฯ ต่อไป

สำหรับแผนงานการดำเนินงานในอนาคตของบริษัทฯ จะยังคงเน้นเรื่องการสนับสนุนการจัดหาน้ำในรูปแบบต่าง ๆ และบริหารจัดการน้ำเสียของลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมของกลุ่มดับบลิวเอชเอ และนำแนวคิดเรื่อง ESG เป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ เพิ่มเติมทั้งทางด้าน น้ำคุณภาพสูง ใช้นวัตกรรมพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ มาตอบสนองความต้องการลูกค้าเพิ่มเติม ลงทุนโครงพลังงานทดแทนในหลาย ๆ รูปแบบ ศึกษาธุรกิจ S-Curve ใหม่ ๆ และหาโอกาสลงทุนต่างประเทศมากขึ้น

สำหรับผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มีรายได้และส่วนแบ่งกำไรปกติรวมทั้งสิ้น 2,790 ล้านบาท กำไรสุทธิ 454 ล้านบาท และกำไรจากการดำเนินงานปกติ 448 ล้านบาท โดยมีมูลค่าสินทรัพย์ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 ทั้งสิ้น 27,645 ล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนผู้ถือหุ้นเท่ากับ 1.01 เท่า

ทั้งนี้ ความสำเร็จที่กล่าวมาในข้างต้นทั้งหมดจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากขาดการสนับสนุนจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการบริษัท คณะผู้บริหาร พนักงาน คู่ค้า และผู้ถือหุ้น ผมในนามของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) ขอขอบคุณกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วน ที่ให้ความมั่นใจในศักยภาพของบริษัทฯ เสมอมา และการสนับสนุนที่บริษัทฯ ได้รับถือเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันให้บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป